เรื่องเล่าจิตวิทยาองค์กร | เรื่องที่ 3
วิศวกรเตือนถึงอันตรายแล้ว…แต่คำเตือนกลับไม่ถูกนำไปใช้ตัดสินใจอย่างครบถ้วน 73 วินาทีหลังปล่อยยาน 7 ชีวิตต้องสูญเสีย และโลกได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงว่า…การไม่รับฟังเสียงเตือน อาจมีราคาสูงเกินกว่าจะย้อนกลับไปแก้ไข เกิดอะไรขึ้นในการประชุมคืนก่อนโศกนาฏกรรม? และเหตุใดคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญจึงไม่สามารถหยุดการปล่อยยานได้? อ่านเรื่องจริงที่ผู้นำทุกคนควรเรียนรู้ ก่อนความผิดพลาดจะสายเกินแก้…
“73 วินาที…ที่โลกต้องจดจำ”
วิศวกรเตือนแล้ว แต่คำเตือนกลับไม่ถึงผู้ตัดสินใจอย่างครบถ้วน
คืนวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1986
มีการประชุมทางโทรศัพท์ครั้งสำคัญระหว่าง NASA และบริษัทผู้ผลิตจรวดเชื้อเพลิงแข็ง
วิศวกรกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามโน้มน้าวผู้บริหารว่า ไม่ควรปล่อยกระสวยอวกาศ Challenger ในสภาพอากาศที่หนาวจัดตามที่คาดการณ์ไว้
พวกเขามีเหตุผลทางวิศวกรรม
มีข้อมูลจากเที่ยวบินก่อนหน้า
และมีความกังวลว่าชิ้นส่วนสำคัญอาจทำงานได้ไม่ดีในอุณหภูมิต่ำ
แต่ในคืนนั้น คำแนะนำของบริษัทที่เดิมเสนอให้เลื่อนการปล่อยยาน กลับถูกเปลี่ยนเป็นให้ดำเนินการได้
เช้าวันรุ่งขึ้น Challenger ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
73 วินาทีต่อมา…ยานแตกสลายกลางอากาศ
ลูกเรือทั้ง 7 คนเสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สะเทือนใจยิ่งขึ้นคือ ก่อนเกิดเหตุ มีคนพยายามเตือนถึงความเสี่ยงแล้วจริง ๆ
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ยานเสียหายได้อย่างไร?”
แต่คือ…
“ทำไมระบบการตัดสินใจขององค์กร จึงไม่สามารถจัดการกับคำเตือนเหล่านั้นได้?”
วิศวกรที่ไม่อยากให้ยานออกเดินทาง
หนึ่งในวิศวกรที่แสดงความกังวลอย่างหนักคือ Roger Boisjoly
เขาทำงานให้ Morton Thiokol บริษัทผู้ผลิตจรวดเชื้อเพลิงแข็งของโครงการกระสวยอวกาศ
ประเด็นสำคัญคือชิ้นส่วนที่เรียกว่า O-ring
มันเป็นวงแหวนยางสำหรับปิดผนึกรอยต่อของจรวดเชื้อเพลิงแข็ง
หากระบบปิดผนึกทำงานผิดพลาด ก๊าซร้อนจัดอาจรั่วผ่านรอยต่อออกมาได้
วิศวกรพบความเสียหายของ O-ring ในเที่ยวบินก่อนหน้า และกังวลว่าอากาศที่หนาวจัดอาจทำให้ระบบปิดผนึกตอบสนองได้ช้าลง
เที่ยวบินก่อนหน้าที่มีอุณหภูมิขณะปล่อยต่ำที่สุดอยู่ที่ประมาณ 53°F หรือ 12°C และพบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบปิดผนึก
แต่การปล่อย Challenger ครั้งใหม่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสภาพอากาศที่หนาวกว่านั้นมาก
วิศวกรจึงเสนอไม่ให้ปล่อยยานในอุณหภูมิต่ำกว่า 53°F
ตัวเลขนี้ไม่ใช่การรับประกันว่าอุณหภูมิที่สูงกว่าจะปลอดภัยแน่นอน แต่เป็นขอบเขตจากข้อมูลประสบการณ์การปล่อยยานที่มีอยู่ในขณะนั้น
(Presidential Commission, 1986, Chapter V)
การประชุมที่ความเห็นทางวิศวกรรมถูกท้าทาย
คืนวันที่ 27 มกราคม
NASA และ Morton Thiokol หารือกันเรื่องความเสี่ยงจากอุณหภูมิต่ำ
ฝ่ายวิศวกรรมของ Thiokol เสนอให้เลื่อนการปล่อยยาน
แต่ผู้แทนของ NASA ตั้งคำถามอย่างหนักต่อข้อมูลที่ใช้สนับสนุนข้อเสนอนั้น
ฝ่ายบริหาร Thiokol จึงขอเวลาหารือกันภายในบริษัท
ระหว่างการหารือ วิศวกร Roger Boisjoly และ Arnold Thompson ยังคงคัดค้านการปล่อยยาน
แล้วเหตุการณ์หนึ่งก็เกิดขึ้น
Jerald Mason ผู้บริหารของ Thiokol กล่าวต่อ Robert Lund รองประธานฝ่ายวิศวกรรม ให้ถอดหมวกของวิศวกรแล้วสวมหมวกของผู้บริหาร
ใจความของคำพูดนั้นคือ ให้เปลี่ยนมุมมองจากการตัดสินใจเชิงวิศวกรรมไปเป็นการตัดสินใจเชิงบริหาร
นี่ไม่ใช่ประโยคที่ผู้เขียนแต่งขึ้น
แต่เป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏในคำให้การต่อคณะกรรมการสอบสวน Challenger
หลังการหารือ ฝ่ายบริหาร Thiokol เปลี่ยนคำแนะนำของบริษัทจากไม่ควรปล่อยยาน เป็นให้ดำเนินการปล่อยยานได้
แม้วิศวกรบางคนยังคงคัดค้าน
(Presidential Commission, 1986, Chapter V)
ลองคิดดูครับ…
ในห้องนั้นมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และคำเตือน
แต่ผลลัพธ์สุดท้ายกลับไม่เป็นไปตามคำแนะนำเริ่มแรกของฝ่ายวิศวกรรม
และการตัดสินใจครั้งนี้กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อวกาศ
เช้าวันที่ 28 มกราคม 1986
เวลา 11.38 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา
กระสวยอวกาศ Challenger ออกเดินทางจาก Kennedy Space Center รัฐฟลอริดา
ภารกิจนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมี Christa McAuliffe ครูชาวอเมริกันที่ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการ Teacher in Space อยู่ในกลุ่มลูกเรือด้วย
ผู้คนกำลังเฝ้าติดตามความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการสำรวจอวกาศ
ยานทะยานขึ้นจากฐานปล่อย
ช่วงแรกของการเดินทางดูเหมือนดำเนินไปตามปกติ
แต่หลังปล่อยยานไปประมาณ 73 วินาที เกิดความเสียหายร้ายแรงกับถังเชื้อเพลิงภายนอกและโครงสร้างของยาน
Challenger แตกสลายกลางอากาศ
ลูกเรือทั้ง 7 คนเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้สร้างความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวง และนำไปสู่การสอบสวนอย่างละเอียด
(NASA, n.d.; Presidential Commission, 1986, Chapter III)
สิ่งที่คณะกรรมการสอบสวนค้นพบ
ภายหลังเหตุการณ์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่รู้จักกันในชื่อ Rogers Commission
คณะกรรมการพบว่าสาเหตุทางกายภาพของอุบัติเหตุเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของระบบปิดผนึกบริเวณรอยต่อด้านท้ายของจรวดเชื้อเพลิงแข็งด้านขวา โดยอุณหภูมิต่ำเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง
แต่สิ่งที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือข้อค้นพบด้านการบริหารจัดการ
คณะกรรมการพบข้อบกพร่องของกระบวนการตัดสินใจ การสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงที่ไม่ครบถ้วน และความขัดแย้งระหว่างข้อมูลทางวิศวกรรมกับการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร
ที่สำคัญ ผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงบางคนไม่ได้รับทราบประวัติปัญหาของ O-ring และการคัดค้านการปล่อยยานของวิศวกรอย่างครบถ้วน
ดังนั้น จึงไม่ถูกต้องที่จะสรุปว่าผู้บริหาร NASA ทุกคนรู้ความเสี่ยงทั้งหมดแล้วตั้งใจเพิกเฉย
ความล้มเหลวครั้งนี้ซับซ้อนกว่านั้น
ข้อมูลสำคัญมีอยู่ แต่ระบบไม่สามารถส่งข้อมูลนั้นไปสู่การตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
(Presidential Commission, 1986, Chapter V)
บางครั้งองค์กรไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาดระบบที่รับฟังคนเก่ง
เรื่อง Challenger ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร
เคยมีใครสักคนบอกว่า…
“ผมคิดว่าแผนนี้มีความเสี่ยงนะครับ”
แต่ถูกตอบว่า
“อย่าคิดมาก”
หรือมีใครบางคนเสนอว่า
“เราควรตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง”
แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนทำให้งานล่าช้า
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคำคัดค้านจะถูกต้อง
และไม่ใช่ทุกคำเตือนจะหมายความว่าอันตรายกำลังจะเกิดขึ้น
แต่หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับแผนของตัวเอง
หน้าที่ของผู้นำคือทำให้ข้อเท็จจริงที่สำคัญได้รับการพิจารณา แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะทำให้ต้องเปลี่ยนแผนก็ตาม
ในทางจิตวิทยาองค์กร เรื่องนี้เชื่อมโยงกับแนวคิด Employee Voice หรือการแสดงความคิดเห็นของพนักงาน
Morrison (2014) อธิบายว่าการแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหา ความเสี่ยง และข้อเสนอแนะมีความสำคัญต่อการเรียนรู้และการปรับปรุงองค์กร ขณะที่การไม่พูดอาจทำให้องค์กรสูญเสียข้อมูลที่จำเป็น
เรื่อง Challenger จึงไม่ได้สอนเพียงว่าเราควรกล้าพูด
แต่ยังสอนด้วยว่า…
องค์กรต้องมีระบบที่ทำให้เสียงของคนพูดไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ และได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
คำถามที่อยากฝากไว้กับผู้นำทุกคน
ถ้าวันหนึ่งลูกน้องเดินมาบอกคุณว่า
“หัวหน้าครับ ผมไม่เห็นด้วยกับแผนนี้”
คุณจะรู้สึกอย่างไร?
คุณจะมองว่าเขากำลังขัดขวางงาน?
หรือมองว่าเขาอาจมีข้อมูลบางอย่างที่คุณยังไม่รู้?
เพราะบางครั้ง คนที่ขอให้หยุด ไม่ได้ต้องการขัดขวางความสำเร็จ
เขาอาจกำลังพยายามป้องกันความเสียหายที่ทุกคนยังมองไม่เห็น
และบางครั้ง ความเงียบในห้องประชุมก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเห็นด้วย
มันอาจหมายความว่าคนที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถทำให้เสียงของตัวเองมีผลต่อการตัดสินใจได้
ก่อนจบเรื่องนี้ ผมอยากฝากคำถามหนึ่งข้อ
“ในองค์กรของคุณ ถ้าพนักงานคนหนึ่งเห็นความเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรง เขามีช่องทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลพอจะทำให้ผู้บริหารรับรู้หรือไม่?”
เพราะเรื่องราวของ Challenger เตือนเราอย่างเจ็บปวดว่า…
“การมีคนที่มองเห็นอันตราย ไม่ได้ช่วยอะไรเลย หากองค์กรไม่สามารถนำคำเตือนของเขาไปใช้ตัดสินใจได้ทันเวลา”
💬 คำถามชวนคิด
1. คนที่กล้าคัดค้านในทีมของคุณได้รับการรับฟังอย่างจริงจังหรือไม่?
2. หากผู้บริหารกับผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นขัดแย้งกัน องค์กรใช้หลักฐานและกระบวนการใดตัดสิน?
3. หากพนักงานเตือนความเสี่ยงแล้วหัวหน้าไม่เห็นด้วย ยังมีช่องทางใดให้ตรวจสอบเรื่องนั้นต่อได้?
📚 แหล่งอ้างอิง (APA 7th Edition)
Morrison, E. W. (2014). Employee voice and silence. Annual Review of Organizational Psychology and Organizational Behavior, 1, 173–197. https://doi.org/10.1146/annurev-orgpsych-031413-091328
National Aeronautics and Space Administration. (n.d.). STS-51L. https://www.nasa.gov/mission/sts-51l/
Presidential Commission on the Space Shuttle Challenger Accident. (1986). Report of the Presidential Commission on the Space Shuttle Challenger Accident (Vol. 1, Chapters III & V). https://www.nasa.gov/history/rogersrep/v1ch3.htm
บทที่ 5 ของรายงาน: https://www.nasa.gov/history/rogersrep/v1ch5.htm
หมายเหตุเกี่ยวกับการเรียบเรียง: บทความนี้อ้างอิงเหตุการณ์จากรายงานการสอบสวนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและ NASA คำพูดภาษาไทยที่ใช้ประกอบการอธิบายเป็นการถ่ายทอดใจความหรือยกตัวอย่างเชิงสมมติ ไม่ใช่คำพูดจริงของบุคคลในเหตุการณ์ เว้นแต่มีการระบุแหล่งที่มาชัดเจน
อ.โอห์ม (ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความสัมพันธ์ในองค์กร)
NG Training
#เรื่องเล่าจิตวิทยาองค์กร #NASA #Challenger #Leadership #EmployeeVoice #OrganizationalCulture #Teamwork #ภาวะผู้นำ #จิตวิทยาองค์กร
พัฒนาทีมของคุณกับ NG Training
พูดคุยกับเราเพื่อออกแบบกิจกรรม Team Building ให้เหมาะกับองค์กรของคุณ